กลับหน้าแรก / Main Menu

 

ลูกา 20 / Luke 20

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24]

พวกธรรมาจารย์ถามเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระเยซู (มธ 21:23-27; มก 11:27-33)
20:1 และต่อมาในวันหนึ่งนั้น ขณะที่พระองค์กำลังทรงสั่งสอนประชาชนในพระวิหาร และประกาศข่าวประเสริฐ พวกปุโรหิตใหญ่ และพวกธรรมาจารย์ได้มาหาพระองค์ พร้อมกับพวกผู้อาวุโส

Scribes Question Jesus' Authority (Matt. 21:23-27; Mark 11:27-33)
20:1 And it came to pass, that on one of those days, as he taught the people in the temple, and preached the gospel, the chief priests and the scribes came upon him with the elders,

20:2 และพูดกับพระองค์ โดยกล่าวว่า “จงบอกพวกเราเถิด ท่านกระทำสิ่งเหล่านี้โดยสิทธิอำนาจอันใด หรือผู้นั้นเป็นผู้ใดที่ได้ให้สิทธิอำนาจนี้แก่ท่าน”

20:2 And spake unto him, saying, Tell us, by what authority doest thou these things? or who is he that gave thee this authority?

20:3 และพระองค์ทรงตอบและตรัสกับพวกเขาว่า “เราจะถามพวกท่านสักข้อหนึ่งด้วย และจงตอบเราเถิด

20:3 And he answered and said unto them, I will also ask you one thing; and answer me:

20:4 บัพติศมาของยอห์นนั้นได้มาจากสวรรค์หรือเป็นของมนุษย์”

20:4 The baptism of John, was it from heaven, or of men?

20:5 และพวกเขาจึงให้เหตุผลกับพวกเขาเอง โดยกล่าวว่า “ถ้าพวกเราจะกล่าวว่า ‘มาจากสวรรค์’ เขาก็จะกล่าวว่า ‘แล้วทำไมพวกท่านจึงไม่ได้เชื่อยอห์นเล่า’

20:5 And they reasoned with themselves, saying, If we shall say, From heaven; he will say, Why then believed ye him not?

20:6 แต่และถ้าพวกเรากล่าวว่า ‘เป็นของมนุษย์’ ประชาชนทุกคนก็จะเอาหินขว้างพวกเรา เพราะเขาทั้งหลายปักใจเชื่อว่ายอห์นเป็นศาสดาพยากรณ์คนหนึ่ง”

20:6 But and if we say, Of men; all the people will stone us: for they be persuaded that John was a prophet.

20:7 และพวกเขาตอบว่า พวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่าบัพติศมานั้นมาจากไหน

20:7 And they answered, that they could not tell whence it was.

20:8 และพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “เราจะไม่บอกพวกท่านเหมือนกันว่า เรากระทำสิ่งเหล่านี้โดยสิทธิอำนาจอันใด”

20:8 And Jesus said unto them, Neither tell I you by what authority I do these things.

คำอุปมาเกี่ยวกับพวกเช่าสวนที่ชั่ว (อสย 5:1-7; มธ 21:33-46; มก 12:1-12)
20:9 แล้วพระองค์เริ่มตรัสคำอุปมานี้ให้ประชาชนฟังว่า “ชายคนหนึ่งได้ปลูกสวนองุ่นแห่งหนึ่ง และให้พวกชาวสวนเช่าสวนนั้น และไปยังแผ่นดินไกลเป็นเวลานาน

Parable of the Wicked Husbandmen (Isa. 5:1-7; Matt. 21:33-46; Mark 12:1-12)
20:9 Then began he to speak to the people this parable; A certain man planted a vineyard, and let it forth to husbandmen, and went into a far country for a long time.

20:10 และเมื่อถึงฤดูแล้ว เขาจึงส่งผู้รับใช้คนหนึ่งไปหาพวกเช่าสวน เพื่อพวกเขาจะได้มอบผลแห่งสวนองุ่นนั้นแก่เขาบ้าง แต่พวกเช่าสวนนั้นได้เฆี่ยนตีคนนั้น และได้ส่งเขาให้กลับไปมือเปล่า

20:10 And at the season he sent a servant to the husbandmen, that they should give him of the fruit of the vineyard: but the husbandmen beat him, and sent him away empty.

20:11 และอีกครั้ง เขาก็ส่งผู้รับใช้อีกคนหนึ่งไป และพวกเช่าสวนได้เฆี่ยนตีเขาด้วย และทำการอัปยศต่าง ๆ แก่เขา และได้ส่งเขาให้กลับไปมือเปล่า

20:11 And again he sent another servant: and they beat him also, and entreated him shamefully, and sent him away empty.

20:12 และอีกครั้ง เขาก็ส่งคนที่สามไป และพวกเช่าสวนนั้นก็ทำให้เขาบาดเจ็บด้วย และผลักไสเขาออกไป

20:12 And again he sent a third: and they wounded him also, and cast him out.

20:13 แล้วเจ้าของสวนองุ่นจึงกล่าวว่า ‘เราจะทำอะไรดี เราจะส่งบุตรชายที่รักของเราไป อาจเป็นได้ว่าพวกเขาจะเคารพบุตรนั้นเมื่อพวกเขาเห็นเขา’

20:13 Then said the lord of the vineyard, What shall I do? I will send my beloved son: it may be they will reverence him when they see him.

20:14 แต่เมื่อพวกเช่าสวนเห็นบุตรนั้น พวกเขาก็ให้เหตุผลในท่ามกลางพวกเขาเอง โดยกล่าวว่า ‘คนนี้แหละเป็นทายาท จงมาเถิด ให้พวกเราฆ่าเขาเสีย เพื่อมรดกนั้นจะเป็นของพวกเรา’

20:14 But when the husbandmen saw him, they reasoned among themselves, saying, This is the heir: come, let us kill him, that the inheritance may be ours.

20:15 ดังนั้นพวกเขาจึงผลักบุตรคนนั้นออกไปนอกสวนองุ่น และฆ่าเขาเสีย เหตุฉะนั้นเจ้าของสวนองุ่นจะทำอะไรกับคนเหล่านั้น

20:15 So they cast him out of the vineyard, and killed him. What therefore shall the lord of the vineyard do unto them?

20:16 เขาจะมาและทำลายพวกเช่าสวนเหล่านี้เสีย และจะให้สวนองุ่นนั้นแก่คนอื่น” และเมื่อคนทั้งหลายได้ยินสิ่งนั้น พวกเขาก็กล่าวว่า “ขอพระเจ้าอย่ายอมให้เป็นเช่นนั้นเลย”

20:16 He shall come and destroy these husbandmen, and shall give the vineyard to others. And when they heard it, they said, God forbid.

20:17 และพระองค์ทรงเพ่งดูพวกเขา และตรัสว่า “แล้วพระวจนะซึ่งถูกเขียนไว้นั้นมีความหมายอะไรซึ่งว่า ‘ศิลาซึ่งพวกช่างก่อได้ปฏิเสธเสีย ศิลาอันเดียวกันนั้นได้กลายเป็นศิลามุมเอกแล้ว’

20:17 And he beheld them, and said, What is this then that is written, The stone which the builders rejected, the same is become the head of the corner?

20:18 ผู้ใดก็ตามที่จะล้มทับศิลานั้น จะถูกทำให้แตกหักไป แต่ผู้ใดก็ตามที่จะถูกศิลานี้ตกทับ ศิลานั้นจะบดขยี้ผู้นั้นจนแหลกเป็นผุยผง”

20:18 Whosoever shall fall upon that stone shall be broken; but on whomsoever it shall fall, it will grind him to powder.

คำถามเกี่ยวกับการส่งส่วย
20:19 และพวกปุโรหิตใหญ่กับพวกธรรมาจารย์ ในชั่วโมงนั้นเองหาโอกาสที่จะลงมือจับพระองค์ และพวกเขากลัวประชาชน เพราะพวกเขาดูออกว่า พระองค์ได้ตรัสคำอุปมานี้กระทบพวกเขา

The Question of Tribute Money
20:19 And the chief priests and the scribes the same hour sought to lay hands on him; and they feared the people: for they perceived that he had spoken this parable against them.

20:20 และพวกเขาเฝ้าดูพระองค์ และส่งพวกสอดแนมไป ผู้ซึ่งควรจะแสร้งทำตัวเองเป็นคนชอบธรรม เพื่อพวกเขาจะจับผิดในบรรดาพระดำรัสของพระองค์ เพื่อพวกเขาจะมอบพระองค์ไว้ในอำนาจและสิทธิอำนาจของเจ้าเมือง

20:20 And they watched him, and sent forth spies, which should feign themselves just men, that they might take hold of his words, that so they might deliver him unto the power and authority of the governor.

20:21 และคนเหล่านั้นถามพระองค์ โดยกล่าวว่า “อาจารย์เจ้าข้า พวกเราทราบอยู่ว่า ท่านกล่าวและสั่งสอนอย่างถูกต้อง และท่านไม่เลือกหน้าผู้ใด แต่สั่งสอนทางของพระเจ้าอย่างแท้จริง

20:21 And they asked him, saying, Master, we know that thou sayest and teachest rightly, neither acceptest thou the person of any, but teachest the way of God truly:

20:22 เป็นการถูกต้องตามพระราชบัญญัติหรือไม่ที่พวกเราจะส่งส่วยให้แก่ซีซาร์”

20:22 Is it lawful for us to give tribute unto Caesar, or no?

20:23 แต่พระองค์ทรงหยั่งรู้อุบายของพวกเขา และตรัสแก่พวกเขาว่า “พวกเจ้าทดลองเราทำไม

20:23 But he perceived their craftiness, and said unto them, Why tempt ye me?

20:24 จงให้เราดูเงินตราเหรียญหนึ่งเถิด เงินตราเหรียญนี้มีรูปและคำจารึกของผู้ใด” พวกเขาตอบและกล่าวว่า “ของซีซาร์”

20:24 Shew me a penny. Whose image and superscription hath it? They answered and said, Caesar's.

20:25 และพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “เหตุฉะนั้นสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า”

20:25 And he said unto them, Render therefore unto Caesar the things which be Caesar's, and unto God the things which be God's.

20:26 และคนเหล่านั้นไม่สามารถจับผิดในบรรดาพระดำรัสของพระองค์ต่อหน้าประชาชนได้ และพวกเขาก็อัศจรรย์ใจในพระดำรัสตอบของพระองค์ และนิ่งอยู่

20:26 And they could not take hold of his words before the people: and they marvelled at his answer, and held their peace.

ทรงตอบพวกสะดูสีเกี่ยวกับการเป็นขึ้นมาอีก (มธ 22:23-33; มก 12:18-27)
20:27 แล้วบางคนในพวกสะดูสีมาหาพระองค์ ผู้ซึ่งปฏิเสธว่ามีการเป็นขึ้นมาจากความตายใด ๆ และพวกเขาถามพระองค์

Sadducees Answered regarding Resurrection (Matt. 22:23-33; Mark 12:18-27)
20:27 Then came to him certain of the Sadducees, which deny that there is any resurrection; and they asked him,

20:28 โดยกล่าวว่า “อาจารย์เจ้าข้า โมเสสได้เขียนถึงพวกเราว่า ถ้าพี่ชายของผู้ใดตาย ซึ่งมีภรรยา และเขาตายโดยไม่มีบุตร ให้น้องชายของเขารับภรรยาของพี่ชายนั้นไว้เป็นภรรยาของตน และสืบเชื้อสายให้แก่พี่ชายของตน’

20:28 Saying, Master, Moses wrote unto us, If any man's brother die, having a wife, and he die without children, that his brother should take his wife, and raise up seed unto his brother.

20:29 ฉะนั้นมีพี่น้องผู้ชายเจ็ดคน และพี่หัวปีได้รับหญิงคนหนึ่งมาเป็นภรรยา และตายโดยไม่มีบุตร

20:29 There were therefore seven brethren: and the first took a wife, and died without children.

20:30 และคนที่สองจึงรับหญิงนั้นมาเป็นภรรยา และเขาตายโดยไม่มีบุตร

20:30 And the second took her to wife, and he died childless.

20:31 และคนที่สามจึงรับหญิงนั้น และในทำนองเดียวกันทั้งเจ็ดคนก็เหมือนกัน และพวกเขาไม่มีบุตร และก็ตาย

20:31 And the third took her; and in like manner the seven also: and they left no children, and died.

20:32 ในที่สุดหญิงคนนั้นก็ตายด้วย

20:32 Last of all the woman died also.

20:33 เหตุฉะนั้น ในการเป็นขึ้นมาจากความตาย หญิงคนนั้นจะเป็นภรรยาของผู้ใดในเจ็ดคนนั้น ด้วยว่าชายทั้งเจ็ดคนได้นางเป็นภรรยาแล้ว”

20:33 Therefore in the resurrection whose wife of them is she? for seven had her to wife.

20:34 และพระเยซูตรัสตอบพวกเขาว่า “ลูก ๆ แห่งโลกนี้สมรสกัน และถูกยกให้เป็นสามีภรรยากัน

20:34 And Jesus answering said unto them, The children of this world marry, and are given in marriage:

20:35 แต่เขาเหล่านั้นซึ่งจะถูกนับว่าสมควรที่จะได้รับโลกนั้น และการเป็นขึ้นมาจากความตาย ก็ไม่สมรสกัน และไม่ถูกยกให้เป็นสามีภรรยากัน

20:35 But they which shall be accounted worthy to obtain that world, and the resurrection from the dead, neither marry, nor are given in marriage:

20:36 และพวกเขาไม่สามารถตายได้อีกต่อไปแล้ว เพราะพวกเขาเท่าเทียมกับพวกทูตสวรรค์ และเป็นบุตรทั้งหลายของพระเจ้า โดยเป็นบุตรทั้งหลายแห่งการเป็นขึ้นมาจากความตายนั้น

20:36 Neither can they die any more: for they are equal unto the angels; and are the children of God, being the children of the resurrection.

20:37 บัดนี้ที่ว่าพวกคนที่ตายก็ถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ แม้แต่โมเสสก็ยังได้สำแดงที่พุ่มไม้นั้น เมื่อท่านเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ‘เป็นพระเจ้าของอับราฮัม และเป็นพระเจ้าของอิสอัค และเป็นพระเจ้าของยาโคบ’

20:37 Now that the dead are raised, even Moses shewed at the bush, when he calleth the Lord the God of Abraham, and the God of Isaac, and the God of Jacob.

20:38 เพราะพระองค์ไม่ทรงเป็นพระเจ้าของคนตาย แต่ของคนที่มีชีวิต ด้วยว่าทุกคนมีชีวิตอยู่สำหรับพระองค์”

20:38 For he is not a God of the dead, but of the living: for all live unto him.

พวกธรรมาจารย์ไม่สามารถตอบพระเยซูได้ (มธ 22:41-46; มก 12:35-37)
20:39 แล้วบางคนในพวกธรรมาจารย์ตอบว่า “อาจารย์เจ้าข้า ท่านพูดดีแล้ว”

Scribes Cannot Answer Jesus (Matt. 22:41-46; Mark 12:35-37)
20:39 Then certain of the scribes answering said, Master, thou hast well said.

20:40 และหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่กล้าถามคำถามใด ๆ กับพระองค์อีกต่อไป

20:40 And after that they durst not ask him any question at all.

20:41 และพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “คนทั้งหลายกล่าวได้อย่างไรว่า พระคริสต์เป็นบุตรชายของดาวิด

20:41 And he said unto them, How say they that Christ is David's son?

20:42 และดาวิดเองได้กล่าวไว้ในหนังสือสดุดีว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า ท่านจงนั่งที่ขวามือของเรา

20:42 And David himself saith in the book of Psalms, The LORD said unto my Lord, Sit thou on my right hand,

20:43 จนกว่าเรากระทำให้บรรดาศัตรูของท่านเป็นแท่นรองเท้าของท่าน’

20:43 Till I make thine enemies thy footstool.

20:44 ฉะนั้นดาวิดทรงเรียกพระองค์ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วพระองค์จะเป็นบุตรชายของดาวิดได้อย่างไร”

20:44 David therefore calleth him Lord, how is he then his son?

พระเยซูทรงตำหนิพวกธรรมาจารย์ (มธ 23:1-36; มก 12:38-40; ลก 11:37-54)
20:45 แล้วต่อหน้าประชาชนทุกคน พระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า

Jesus Reproaches the Scribes (Matt. 23:1-36; Mark 12:38-40; Luke 11:37-54)
20:45 Then in the audience of all the people he said unto his disciples,

20:46 “จงระวังพวกธรรมาจารย์ให้ดี ผู้ซึ่งปรารถนาเดินไปมาในเสื้อคลุมยาว และรักบรรดาการคำนับในตลาดทั้งหลาย และบรรดาที่นั่งตำแหน่งสูงในธรรมศาลาทั้งหลาย และบรรดาที่เอนกายลงอันมีเกียรติในการเลี้ยงทั้งหลาย

20:46 Beware of the scribes, which desire to walk in long robes, and love greetings in the markets, and the highest seats in the synagogues, and the chief rooms at feasts;

20:47 ผู้ซึ่งเขมือบบ้านของพวกหญิงม่าย และอธิษฐานเสียยืดยาวเพื่อตบตา พวกเดียวกันนี้จะได้รับพระอาชญาที่มากยิ่งขึ้น”

20:47 Which devour widows' houses, and for a shew make long prayers: the same shall receive greater damnation.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope