กลับหน้าแรก / Main Menu

 

ลูกา 9 / Luke 9

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24]

อัครสาวกสิบสองคนถูกส่งออกไปประกาศ (มธ 10:1-42; มก 6:7-13)
9:1 แล้วพระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนของพระองค์มาพร้อมกัน และประทานให้พวกเขามีฤทธิ์เดชและสิทธิอำนาจเหนือบรรดาผีทั้งหลายและเพื่อรักษาโรคต่าง ๆ ให้หาย

The Twelve Sent Out to Preach (Matt. 10:1-42; Mark 6:7-13)
9:1 Then he called his twelve disciples together, and gave them power and authority over all devils, and to cure diseases.

9:2 และพระองค์ทรงส่งพวกเขาไปประกาศอาณาจักรของพระเจ้า และเพื่อรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย

9:2 And he sent them to preach the kingdom of God, and to heal the sick.

9:3 และพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “อย่าเอาอะไรไปสำหรับการเดินทางของพวกท่าน ทั้งบรรดาไม้ตะบอง หรือย่าม หรืออาหาร หรือเงิน หรือมีเสื้อคลุมคนละสองตัว

9:3 And he said unto them, Take nothing for your journey, neither staves, nor scrip, neither bread, neither money; neither have two coats apiece.

9:4 และบ้านใดก็ตามที่พวกท่านเข้าไป จงอาศัยในบ้านนั้น และไปจากที่นั่น

9:4 And whatsoever house ye enter into, there abide, and thence depart.

9:5 และผู้ใดก็ตามที่จะไม่ต้อนรับพวกท่าน เมื่อพวกท่านออกไปจากนครนั้น จงสะบัดผงคลีนั้นเองออกเสียจากใต้ฝ่าเท้าของพวกท่านเพื่อเป็นพยานต่อพวกเขา”

9:5 And whosoever will not receive you, when ye go out of that city, shake off the very dust from your feet for a testimony against them.

9:6 และพวกสาวกก็ออกไป และผ่านเข้าในเมืองต่าง ๆ โดยประกาศข่าวประเสริฐ และทำการรักษาให้หายทุกแห่งหน

9:6 And they departed, and went through the towns, preaching the gospel, and healing every where.

ความตายของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา (มธ 14:1-12; มก 6:14-29)
9:7 บัดนี้เฮโรดเจ้าเมืองได้ยินเรื่องสิ่งสารพัดที่พระองค์ได้ทรงกระทำนั้น และท่านก็สับสนงุนงง เพราะบางคนกล่าวว่า ยอห์นได้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว

The Death of John the Baptist (Matt. 14:1-12; Mark 6:14-29)
9:7 Now Herod the tetrarch heard of all that was done by him: and he was perplexed, because that it was said of some, that John was risen from the dead;

9:8 และบางคนว่า เอลียาห์มาปรากฏแล้ว และคนอื่น ๆ ว่า คนหนึ่งในพวกศาสดาพยากรณ์โบราณได้เป็นขึ้นมาอีก

9:8 And of some, that Elias had appeared; and of others, that one of the old prophets was risen again.

9:9 และเฮโรดกล่าวว่า “ยอห์นนั้นเราได้ตัดศีรษะแล้ว แต่คนนี้เป็นผู้ใดเล่า ผู้ซึ่งเราได้ยินถึงบรรดาเหตุการณ์เช่นนี้” และเฮโรดปรารถนาที่จะเห็นพระองค์

9:9 And Herod said, John have I beheaded: but who is this, of whom I hear such things? And he desired to see him.

ทรงเลี้ยงอาหารคนห้าพันคน (มธ 14:13-21; มก 6:30-44; ยน 6:1-4)
9:10 และพวกอัครสาวก เมื่อพวกเขากลับมาแล้ว ได้ทูลพระองค์ถึงสิ่งสารพัดที่พวกเขาได้กระทำนั้น และพระองค์ทรงพาพวกเขาไป และเสด็จเข้าไปในถิ่นทุรกันดารแต่ลำพัง ในที่ซึ่งเป็นของนครที่ถูกเรียกว่า เบธไซดา

The Five Thousand Fed (Matt. 14:13-21; Mark 6:30-44; John 6:1-4)
9:10 And the apostles, when they were returned, told him all that they had done. And he took them, and went aside privately into a desert place belonging to the city called Bethsaida.

9:11 และประชาชน เมื่อพวกเขาทราบเรื่องนี้แล้ว ก็ตามพระองค์ไป และพระองค์ทรงต้อนรับพวกเขา และตรัสแก่พวกเขาถึงอาณาจักรของพระเจ้า และทรงรักษาคนทั้งหลายที่ต้องการการรักษาให้หาย

9:11 And the people, when they knew it, followed him: and he received them, and spake unto them of the kingdom of God, and healed them that had need of healing.

9:12 และเมื่อวันนั้นล่วงไปมากแล้ว สิบสองคนจึงมา และทูลพระองค์ว่า “ขอทรงส่งประชาชนไปเสียเถิด เพื่อพวกเขาจะได้เข้าไปในเมืองต่าง ๆ และแถบชนบทที่อยู่โดยรอบ และพักอาศัย และได้อาหาร เพราะพวกเราอยู่ที่นี่ในถิ่นทุรกันดาร”

9:12 And when the day began to wear away, then came the twelve, and said unto him, Send the multitude away, that they may go into the towns and country round about, and lodge, and get victuals: for we are here in a desert place.

9:13 แต่พระองค์ตรัสแก่พวกสาวกว่า “พวกท่านจงเลี้ยงพวกเขาเถิด” และพวกเขาทูลว่า “พวกเรามีแต่ขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น ยกเว้นพวกเราจะไปและซื้ออาหารสำหรับประชาชนทุกคนนี้”

9:13 But he said unto them, Give ye them to eat. And they said, We have no more but five loaves and two fishes; except we should go and buy meat for all this people.

9:14 เพราะว่าคนเหล่านั้นมีผู้ชายได้ประมาณห้าพันคน และพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “จงจัดพวกเขาให้นั่งลงเป็นหมู่ ๆ หมู่ละห้าสิบคน”

9:14 For they were about five thousand men. And he said to his disciples, Make them sit down by fifties in a company.

9:15 และพวกเขาก็กระทำตาม และจัดพวกเขาทุกคนให้นั่งลง

9:15 And they did so, and made them all sit down.

9:16 แล้วพระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้น และทรงเงยขึ้นดูฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงอวยพรอาหารเหล่านั้น และหักพวกมัน และส่งให้แก่พวกสาวก ให้พวกเขาวางตรงหน้าประชาชน

9:16 Then he took the five loaves and the two fishes, and looking up to heaven, he blessed them, and brake, and gave to the disciples to set before the multitude.

9:17 และเขาทั้งหลายได้รับประทาน และอิ่มทุกคน และพวกเขาเก็บเศษอาหารที่ยังเหลืออยู่นั้นได้สิบสองกระบุง

9:17 And they did eat, and were all filled: and there was taken up of fragments that remained to them twelve baskets.

การยอมรับอันยิ่งใหญ่ของเปโตร (มธ 16:13-20; มก 8:27-30)
9:18 และต่อมา ขณะที่พระองค์ทรงกำลังอธิษฐานอยู่แต่ลำพัง พวกสาวกของพระองค์ก็อยู่กับพระองค์ และพระองค์ทรงถามพวกเขา โดยตรัสว่า “ประชาชนพูดกันว่า เราคือผู้ใด”

Peter's Great Confession (Matt. 16:13-20; Mark 8:27-30)
9:18 And it came to pass, as he was alone praying, his disciples were with him: and he asked them, saying, Whom say the people that I am?

9:19 พวกเขาทูลตอบว่า “เป็นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา แต่บางคนว่า เป็นเอลียาห์ และคนอื่น ๆ ว่า คนหนึ่งในพวกศาสดาพยากรณ์โบราณได้เป็นขึ้นมาอีก”

9:19 They answering said, John the Baptist; but some say, Elias; and others say, that one of the old prophets is risen again.

9:20 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “แต่พวกท่านว่าเราเป็นผู้ใด” เปโตรทูลตอบว่า “เป็นพระคริสต์ของพระเจ้า”

9:20 He said unto them, But whom say ye that I am? Peter answering said, The Christ of God.

9:21 และพระองค์ทรงกำชับพวกเขาอย่างแข็งขัน และสั่งพวกเขาว่าไม่ให้บอกเรื่องนี้แก่ผู้ใดเลย

9:21 And he straitly charged them, and commanded them to tell no man that thing;

พระคริสต์ทรงพยากรณ์ถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ สิ่งที่สาวกต้องสละ
9:22 โดยตรัสว่า “บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ และถูกปฏิเสธโดยพวกผู้อาวุโส และพวกปุโรหิตใหญ่ และพวกธรรมาจารย์ และจะถูกประหารชีวิต แต่จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาในวันที่สาม”

Christ Foretells His Death; the Cost of Discipleship
9:22 Saying, The Son of man must suffer many things, and be rejected of the elders and chief priests and scribes, and be slain, and be raised the third day.

9:23 และพระองค์ตรัสแก่พวกเขาทุกคนว่า “ถ้าผู้ใดปรารถนาจะตามเรามา ให้ผู้นั้นปฏิเสธตัวเอง และรับกางเขนของตนทุกวัน และตามเรามา

9:23 And he said to them all, If any man will come after me, let him deny himself, and take up his cross daily, and follow me.

9:24 เพราะว่าผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะเอาชีวิตของตนรอด จะเสียชีวิตนั้น แต่ผู้ใดก็ตามที่ปรารถนาจะเสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด

9:24 For whosoever will save his life shall lose it: but whosoever will lose his life for my sake, the same shall save it.

9:25 เพราะผู้ใดจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าเขาได้โลกทั้งสิ้น แต่ต้องสูญเสียตัวของตนเอง หรือถูกทิ้งเสีย

9:25 For what is a man advantaged, if he gain the whole world, and lose himself, or be cast away?

9:26 เพราะผู้ใดก็ตามที่จะมีความละอายเพราะเรา และเพราะบรรดาถ้อยคำของเรา บุตรมนุษย์ก็จะมีความละอายเพราะผู้นั้น เมื่อพระองค์จะเสด็จมาในสง่าราศีของพระองค์เอง และของพระบิดาของพระองค์ และของเหล่าทูตสวรรค์ที่บริสุทธิ์

9:26 For whosoever shall be ashamed of me and of my words, of him shall the Son of man be ashamed, when he shall come in his own glory, and in his Father's, and of the holy angels.

9:27 แต่เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า มีบางคนที่ยืนอยู่ที่นี่ ซึ่งจะไม่ลิ้มรสแห่งความตาย จนกว่าพวกเขาได้เห็นอาณาจักรของพระเจ้า”

9:27 But I tell you of a truth, there be some standing here, which shall not taste of death, till they see the kingdom of God.

การจำแลงพระกายของพระคริสต์ (มธ 17:1-8; มก 9:2-8)
9:28 และต่อมาประมาณแปดวันหลังจากบรรดาถ้อยคำเหล่านี้ พระองค์ทรงพาเปโตร และยอห์น และยากอบ และทรงขึ้นไปบนภูเขาลูกหนึ่งเพื่อจะอธิษฐาน

The Transfiguration (Matt. 17:1-8; Mark 9:2-8)
9:28 And it came to pass about an eight days after these sayings, he took Peter and John and James, and went up into a mountain to pray.

9:29 และขณะที่พระองค์ทรงอธิษฐานอยู่ วรรณพระพักตร์พระองค์ก็ถูกเปลี่ยนไป และฉลองพระองค์ของพระองค์เป็นสีขาวและเปล่งประกาย

9:29 And as he prayed, the fashion of his countenance was altered, and his raiment was white and glistering.

9:30 และดูเถิด มีชายสองคนเฝ้าสนทนากับพระองค์ ซึ่งก็คือโมเสส และเอลียาห์

9:30 And, behold, there talked with him two men, which were Moses and Elias:

9:31 ผู้ซึ่งมาปรากฏในสง่าราศี และกล่าวถึงการมรณาของพระองค์ ซึ่งพระองค์จะทำให้สำเร็จที่กรุงเยรูซาเล็ม

9:31 Who appeared in glory, and spake of his decease which he should accomplish at Jerusalem.

9:32 แต่เปโตรกับคนทั้งสองที่อยู่กับเขาก็ง่วงเหงาหาวนอน และเมื่อพวกเขาตื่นแล้ว พวกเขาก็ได้เห็นสง่าราศีของพระองค์ และชายสองคนนั้นที่ยืนอยู่กับพระองค์

9:32 But Peter and they that were with him were heavy with sleep: and when they were awake, they saw his glory, and the two men that stood with him.

9:33 และต่อมาขณะที่สองคนนั้นกำลังลาจากพระองค์ เปโตรจึงทูลพระเยซูว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า ซึ่งพวกข้าพระองค์อยู่ที่นี่ก็ดี และให้พวกข้าพระองค์ทำพลับพลาสามหลัง สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง และสำหรับโมเสสหลังหนึ่ง และสำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง” โดยไม่ทราบว่าเขาพูดอะไร

9:33 And it came to pass, as they departed from him, Peter said unto Jesus, Master, it is good for us to be here: and let us make three tabernacles; one for thee, and one for Moses, and one for Elias: not knowing what he said.

9:34 ขณะที่เขากำลังพูดอย่างนั้น มีเมฆก้อนหนึ่งมา และปกคลุมพวกเขาไว้ และพวกเขากลัวขณะที่พวกเขาเข้าไปอยู่ในเมฆนั้น

9:34 While he thus spake, there came a cloud, and overshadowed them: and they feared as they entered into the cloud.

9:35 และมีพระสุรเสียงหนึ่งออกมาจากเมฆนั้น โดยตรัสว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา จงฟังท่านเถิด”

9:35 And there came a voice out of the cloud, saying, This is my beloved Son: hear him.

9:36 และเมื่อพระสุรเสียงนั้นผ่านไปแล้ว พระเยซูทรงถูกพบอยู่เพียงลำพัง และเขาทั้งสามก็เก็บเรื่องนี้ไว้ และไม่ได้บอกผู้ใดในวันเหล่านั้นถึงบรรดาสิ่งเหล่านั้นซึ่งพวกเขาได้เห็นแล้ว

9:36 And when the voice was past, Jesus was found alone. And they kept it close, and told no man in those days any of those things which they had seen.

สาวกเก้าคนขาดฤทธิ์อำนาจ พระเยซูทรงขับผีออก (มธ 17:14-21; มก 9:14-29)
9:37 และต่อมาในวันถัดไปเมื่อพระองค์กับพวกสาวกลงมาจากภูเขาแล้ว คนมากมายมาพบพระองค์

Nine Disciples Powerless; Demon Cast Out (Matt. 17:14-21; Mark 9:14-29)
9:37 And it came to pass, that on the next day, when they were come down from the hill, much people met him.

9:38 และดูเถิด ชายคนหนึ่งในหมู่ประชาชนนั้นร้องออก โดยทูลว่า “อาจารย์เจ้าข้า ข้าพระองค์ขออ้อนวอนพระองค์ ขอโปรดทอดพระเนตรบุตรชายของข้าพระองค์ เพราะว่าเขาเป็นบุตรคนเดียวของข้าพระองค์

9:38 And, behold, a man of the company cried out, saying, Master, I beseech thee, look upon my son: for he is mine only child.

9:39 และดูเถิด มีผีตนหนึ่งเข้าสิงเขา และเขาก็ร้องขึ้นทันที และผีทำให้เขาชักกระตุก จนเขามีน้ำลายฟูมปากอีก และทำให้ตัวเขาฟกช้ำ แทบจะไม่ออกไปจากเขาเลย

9:39 And, lo, a spirit taketh him, and he suddenly crieth out; and it teareth him that he foameth again, and bruising him hardly departeth from him.

9:40 และข้าพระองค์ได้อ้อนวอนพวกสาวกของพระองค์ให้ขับผีนั้นออกเสีย และพวกเขาทำไม่ได้”

9:40 And I besought thy disciples to cast him out; and they could not.

9:41 และพระเยซูตรัสตอบว่า “โอ คนชั่วอายุที่ขาดความเชื่อและมีทิฐิชั่ว เราจะต้องอยู่กับท่านทั้งหลายและอดทนกับท่านทั้งหลายนานเท่าใด จงพาบุตรชายของท่านมาที่นี่เถิด”

9:41 And Jesus answering said, O faithless and perverse generation, how long shall I be with you, and suffer you? Bring thy son hither.

9:42 และขณะที่เด็กคนนั้นกำลังมา ผีก็ทำให้เขาล้มลง และทำให้เขาชักด้วยอาการกระตุก และพระเยซูตรัสห้ามผีโสโครกนั้น และทรงรักษาเด็กคนนั้นให้หาย และส่งเขาคืนให้บิดาของเขาอีก

9:42 And as he was yet a coming, the devil threw him down, and tare him. And Jesus rebuked the unclean spirit, and healed the child, and delivered him again to his father.

9:43 และพวกเขาทุกคนก็ประหลาดใจเพราะฤทธิ์เดชอันใหญ่ยิ่งของพระเจ้า แต่ขณะที่พวกเขาทุกคนยังพิศวงอยู่เพราะสิ่งสารพัดซึ่งพระเยซูได้ทรงกระทำนั้น พระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า

9:43 And they were all amazed at the mighty power of God. But while they wondered every one at all things which Jesus did, he said unto his disciples,

พระคริสต์ทรงพยากรณ์ถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์อีก (มธ 17:22-23; มก 9:30-32)
9:44 “จงให้บรรดาถ้อยคำเหล่านี้เข้าไปในหูของพวกท่าน เพราะว่าบุตรมนุษย์จะถูกมอบไว้ในมือของคนทั้งหลาย”

Christ Again Foretells His Death (Matt. 17:22-23; Mark 9:30-32)
9:44 Let these sayings sink down into your ears: for the Son of man shall be delivered into the hands of men.

9:45 แต่พวกเขาไม่เข้าใจถ้อยคำนี้ และความหมายของถ้อยคำนี้ก็ถูกซ่อนไว้จากพวกเขา เพื่อพวกเขาจะไม่รับรู้ความหมายนั้น และพวกเขากลัวที่จะทูลถามพระองค์ถึงถ้อยคำนั้น

9:45 But they understood not this saying, and it was hid from them, that they perceived it not: and they feared to ask him of that saying.

เด็กเล็กเป็นแบบอย่าง (มธ 18:1-5; มก 9:33-37)
9:46 แล้วเกิดการยกเหตุผลในท่ามกลางพวกสาวกว่า คนไหนในพวกเขาจะเป็นใหญ่ที่สุด

Little Child the Example (Matt. 18:1-5; Mark 9:33-37)
9:46 Then there arose a reasoning among them, which of them should be greatest.

9:47 และพระเยซู โดยทรงรับรู้ความคิดในใจของพวกเขา ทรงอุ้มเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งมา และวางเขาไว้ข้างพระองค์

9:47 And Jesus, perceiving the thought of their heart, took a child, and set him by him,

9:48 และตรัสกับพวกเขาว่า “ผู้ใดก็ตามที่จะรับเด็กเล็ก ๆ คนนี้ในนามของเรา ก็รับเรา และผู้ใดก็ตามที่จะรับเรา ก็รับพระองค์ผู้ได้ทรงส่งเรามา ด้วยว่าผู้ใดเป็นผู้ต่ำต้อยที่สุดในท่ามกลางพวกท่านทุกคน ผู้นั้นก็จะเป็นใหญ่”

9:48 And said unto them, Whosoever shall receive this child in my name receiveth me: and whosoever shall receive me receiveth him that sent me: for he that is least among you all, the same shall be great.

9:49 และยอห์นตอบและทูลว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์ได้เห็นคนหนึ่งขับพวกผีออกในพระนามของพระองค์ และพวกข้าพระองค์ได้ห้ามเขา เพราะเขาไม่ตามมากับพวกเรา”

9:49 And John answered and said, Master, we saw one casting out devils in thy name; and we forbad him, because he followeth not with us.

9:50 และพระเยซูตรัสแก่เขาว่า “อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าผู้ใดที่ไม่เป็นฝ่ายต่อสู้พวกเรา ก็เป็นฝ่ายพวกเราแล้ว”

9:50 And Jesus said unto him, Forbid him not: for he that is not against us is for us.

จากแคว้นกาลิลีผ่านเข้าแคว้นสะมาเรีย
9:51 และต่อมาเมื่อถึงเวลาที่พระองค์จะทรงถูกรับขึ้นไป พระองค์ทรงตั้งพระพักตร์ของพระองค์อย่างแน่วแน่ที่จะไปยังกรุงเยรูซาเล็ม

From Galilee through Samaria
9:51 And it came to pass, when the time was come that he should be received up, he stedfastly set his face to go to Jerusalem,

9:52 และทรงส่งพวกผู้สื่อสารล่วงหน้าไปก่อนพระพักตร์พระองค์ และพวกเขาก็ไป และเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรีย เพื่อจะจัดเตรียมไว้สำหรับพระองค์

9:52 And sent messengers before his face: and they went, and entered into a village of the Samaritans, to make ready for him.

9:53 และชาวบ้านนั้นไม่รับรองพระองค์ เพราะพระพักตร์พระองค์ดูเหมือนว่าพระองค์ประสงค์จะไปยังกรุงเยรูซาเล็ม

9:53 And they did not receive him, because his face was as though he would go to Jerusalem.

9:54 และเมื่อพวกสาวกของพระองค์ คือยากอบและยอห์นได้เห็นสิ่งนี้ พวกเขาก็ทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์พอพระทัยจะให้พวกข้าพระองค์สั่งให้ไฟลงมาจากฟ้าสวรรค์ และเผาผลาญพวกเขาเสีย เหมือนอย่างที่เอลียาห์ได้กระทำนั้นไหม”

9:54 And when his disciples James and John saw this, they said, Lord, wilt thou that we command fire to come down from heaven, and consume them, even as Elias did?

9:55 แต่พระองค์ทรงเหลียวมาและตำหนิพวกเขา และตรัสว่า “พวกท่านไม่ทราบว่าพวกท่านมีจิตวิญญาณทำนองใด

9:55 But he turned, and rebuked them, and said, Ye know not what manner of spirit ye are of.

9:56 เพราะว่าบุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อจะทำลายชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย แต่เพื่อจะช่วยเขาทั้งหลายให้รอด” และพระองค์กับพวกสาวกก็ไปยังหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง

9:56 For the Son of man is not come to destroy men's lives, but to save them. And they went to another village.

ทรงลองใจผู้ติดตามพระองค์ไป (มธ 8:19-22)
9:57 และต่อมาขณะที่พระองค์กับพวกสาวกกำลังไปตามทาง ชายคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไปไม่ว่าพระองค์ไปทางไหน”

A Test of Discipleship (Matt. 8:19-22)
9:57 And it came to pass, that, as they went in the way, a certain man said unto him, Lord, I will follow thee whithersoever thou goest.

9:58 และพระเยซูตรัสกับเขาว่า “บรรดาสุนัขจิ้งจอกมีโพรงทั้งหลาย และนกเหล่านั้นแห่งฟ้าอากาศมีรังทั้งหลาย แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะของตน”

9:58 And Jesus said unto him, Foxes have holes, and birds of the air have nests; but the Son of man hath not where to lay his head.

9:59 และพระองค์ตรัสกับอีกคนหนึ่งว่า “จงตามเรามาเถิด” แต่คนนั้นทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ขอโปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์ไป และฝังบิดาของข้าพระองค์ก่อน”

9:59 And he said unto another, Follow me. But he said, Lord, suffer me first to go and bury my father.

9:60 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ให้คนตายฝังคนตายของพวกเขาเองเถิด แต่ท่านจงไปและประกาศอาณาจักรของพระเจ้า”

9:60 Jesus said unto him, Let the dead bury their dead: but go thou and preach the kingdom of God.

9:61 และอีกคนหนึ่งทูลด้วยว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์จะตามพระองค์ไป แต่ขออนุญาตให้ข้าพระองค์ไปลาพวกเขาก่อน ผู้ซึ่งอยู่ที่บ้านของข้าพระองค์”

9:61 And another also said, Lord, I will follow thee; but let me first go bid them farewell, which are at home at my house.

9:62 และพระเยซูตรัสกับเขาว่า “ไม่มีผู้ใด เมื่อเอามือของตนจับคันไถแล้วและหันหน้ากลับเสีย เหมาะสมสำหรับอาณาจักรของพระเจ้า”

9:62 And Jesus said unto him, No man, having put his hand to the plough, and looking back, is fit for the kingdom of God.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope