กลับหน้าแรก / Main Menu

 

ลูกา 8 / Luke 8

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24]

การประกาศและการรักษาให้หายในแคว้นกาลิลี
8:1 และต่อมาภายหลังพระองค์ก็เสด็จไปทั่วทุกนครและทุกหมู่บ้าน ทรงประกาศและสำแดงข่าวประเสริฐแห่งอาณาจักรของพระเจ้า และสิบสองคนนั้นก็อยู่กับพระองค์

Preaching and Healing in Galilee
8:1 And it came to pass afterward, that he went throughout every city and village, preaching and shewing the glad tidings of the kingdom of God: and the twelve were with him,

8:2 และผู้หญิงบางคนซึ่งได้รับการรักษาให้หายจากบรรดาวิญญาณชั่วร้ายและโรคต่าง ๆ คือมารีย์ที่ถูกเรียกว่าชาวมักดาลา ผู้ซึ่งผีเจ็ดตนได้ออกจากตัวนาง

8:2 And certain women, which had been healed of evil spirits and infirmities, Mary called Magdalene, out of whom went seven devils,

8:3 และโยอันนาภรรยาของคูซา ต้นเรือนของเฮโรด และซูซันนา และผู้หญิงอื่น ๆ หลายคนซึ่งเคยปรนนิบัติพระองค์ด้วยทรัพย์สิ่งของของพวกนาง

8:3 And Joanna the wife of Chuza Herod's steward, and Susanna, and many others, which ministered unto him of their substance.

คำอุปมาเกี่ยวกับผู้หว่าน (มธ 13:1-23; มก 4:1-20)
8:4 และเมื่อประชาชนเป็นอันมากมาชุมนุมกัน และออกมาหาพระองค์จากทุกนคร พระองค์จึงตรัสเป็นคำอุปมาว่า

Parable of the Sower (Matt. 13:1-23; Mark 4:1-20)
8:4 And when much people were gathered together, and were come to him out of every city, he spake by a parable:

8:5 “ผู้หว่านคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืชของตน และขณะที่เขาหว่าน บางเมล็ดก็ตกริมหนทาง และเมล็ดพืชนั้นก็ถูกเหยียบย่ำ และพวกนกในอากาศกินเมล็ดพืชนั้นเสีย

8:5 A sower went out to sow his seed: and as he sowed, some fell by the way side; and it was trodden down, and the fowls of the air devoured it.

8:6 และบ้างก็ตกบนหิน และทันทีที่เมล็ดพืชนั้นงอกขึ้นแล้ว มันก็เหี่ยวแห้งไป เพราะมันขาดความชุ่มชื้น

8:6 And some fell upon a rock; and as soon as it was sprung up, it withered away, because it lacked moisture.

8:7 และบ้างก็ตกท่ามกลางต้นหนามทั้งหลาย และต้นหนามเหล่านั้นก็งอกขึ้นพร้อมกับเมล็ดพืช และปกคลุมเมล็ดพืชนั้นเสีย

8:7 And some fell among thorns; and the thorns sprang up with it, and choked it.

8:8 และเมล็ดพืชอื่น ๆ ก็ตกบนดินดี และงอกขึ้น และเกิดผลหนึ่งร้อยเท่า” และเมื่อพระองค์ตรัสสิ่งเหล่านี้แล้ว พระองค์ทรงร้องว่า “ผู้ที่มีหูที่จะฟัง จงให้ผู้นั้นฟังเถิด”

8:8 And other fell on good ground, and sprang up, and bare fruit an hundredfold. And when he had said these things, he cried, He that hath ears to hear, let him hear.

8:9 และพวกสาวกของพระองค์ทูลถามพระองค์ โดยทูลว่า “คำอุปมานี้หมายความว่าอะไร”

8:9 And his disciples asked him, saying, What might this parable be?

8:10 และพระองค์ตรัสว่า “ทรงโปรดให้ท่านทั้งหลายทราบบรรดาข้อความลึกลับแห่งอาณาจักรของพระเจ้า แต่สำหรับคนอื่นนั้นได้ให้เป็นคำอุปมา เพื่อเมื่อพวกเขาเห็นก็เหมือนไม่เห็น และเมื่อพวกเขาได้ยินแล้วก็ไม่เข้าใจ

8:10 And he said, Unto you it is given to know the mysteries of the kingdom of God: but to others in parables; that seeing they might not see, and hearing they might not understand.

8:11 บัดนี้คำอุปมานั้นก็เป็นอย่างนี้ เมล็ดพืชนั้นคือพระวจนะของพระเจ้า

8:11 Now the parable is this: The seed is the word of God.

8:12 คนทั้งหลายที่อยู่ริมหนทางได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยิน แล้วพญามารมาและชิงเอาพระวจนะนั้นออกไปจากใจของพวกเขา เกรงว่าพวกเขาจะเชื่อและรับความรอด

8:12 Those by the way side are they that hear; then cometh the devil, and taketh away the word out of their hearts, lest they should believe and be saved.

8:13 คนทั้งหลายที่อยู่บนหินนั้นได้แก่คนเหล่านั้น ซึ่งเมื่อพวกเขาได้ยินแล้วก็รับพระวจนะนั้นด้วยความปีติยินดี และคนเหล่านี้ไม่มีราก ผู้ซึ่งเชื่อได้แต่ชั่วคราว และในเวลาแห่งการยากลำบากก็หลงเสียไป

8:13 They on the rock are they, which, when they hear, receive the word with joy; and these have no root, which for a while believe, and in time of temptation fall away.

8:14 และเมล็ดพืชซึ่งตกท่ามกลางต้นหนามทั้งหลายนั้นได้แก่คนเหล่านั้นซึ่งเมื่อพวกเขาได้ยินแล้ว ก็ออกไป และถูกรัดด้วยบรรดาความกังวล และทรัพย์สมบัติทั้งหลาย และบรรดาความสนุกสนานแห่งชีวิตนี้ และไม่นำผลใด ๆ ไปสู่ความสมบูรณ์

8:14 And that which fell among thorns are they, which, when they have heard, go forth, and are choked with cares and riches and pleasures of this life, and bring no fruit to perfection.

8:15 แต่คนทั้งหลายที่อยู่บนดินดีนั้น ได้แก่คนเหล่านั้น ซึ่งด้วยใจซื่อสัตย์และใจที่ดี เมื่อได้ยินพระวจนะแล้ว ก็รักษาพระวจนะนั้นไว้ และเกิดผลด้วยความอดทน

8:15 But that on the good ground are they, which in an honest and good heart, having heard the word, keep it, and bring forth fruit with patience.

คำอุปมาเกี่ยวกับเทียนที่จุดไว้ (มธ 5:15-16; มก 4:21-23; ลก 11:33)
8:16 ไม่มีผู้ใด เมื่อเขาจุดเทียนแล้ว จะครอบคลุมเทียนนั้นด้วยภาชนะ หรือวางเทียนนั้นไว้ใต้เตียงนอน แต่ตั้งเทียนนั้นไว้ที่เชิงเทียน เพื่อคนทั้งหลายซึ่งเข้ามาจะเห็นแสงสว่างได้

Parable of the Lighted Candle (Matt. 5:15-16; Mark 4:21-23; Luke 11:33)
8:16 No man, when he hath lighted a candle, covereth it with a vessel, or putteth it under a bed; but setteth it on a candlestick, that they which enter in may see the light.

8:17 ด้วยว่าไม่มีสิ่งใดเป็นความลับ ที่จะไม่ปรากฏแจ้ง และไม่มีสิ่งใดที่ถูกซ่อนไว้ ที่จะไม่เป็นที่ทราบและแพร่งพรายไป

8:17 For nothing is secret, that shall not be made manifest; neither any thing hid, that shall not be known and come abroad.

8:18 เหตุฉะนั้น จงระวังให้ดีว่าท่านทั้งหลายฟังอย่างไร เพราะว่าผู้ใดก็ตามที่มีอยู่แล้ว จะทรงเพิ่มเติมให้แก่คนนั้นอีก และผู้ใดก็ตามที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขาดูเหมือนว่ามีอยู่นั้นก็จะทรงเอาไปเสียจากเขา”

8:18 Take heed therefore how ye hear: for whosoever hath, to him shall be given; and whosoever hath not, from him shall be taken even that which he seemeth to have.

มารดาและพวกน้องชายของพระเยซูก็เหมือนกับคนอื่น ๆ (มธ 12:46-50; มก 3:31-35)
8:19 เวลานั้นมารดาของพระองค์และพวกน้องชายของพระองค์มาหาพระองค์ และเข้ามาถึงพระองค์ไม่ได้เพราะคนเบียดเสียด

Jesus' Mother and Brothers Same as Others (Matt. 12:46-50; Mark 3:31-35)
8:19 Then came to him his mother and his brethren, and could not come at him for the press.

8:20 และมีบางคนทูลพระองค์ ซึ่งทูลว่า “มารดาของพระองค์และพวกน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอก ประสงค์จะเห็นพระองค์”

8:20 And it was told him by certain which said, Thy mother and thy brethren stand without, desiring to see thee.

8:21 และพระองค์ทรงตอบและตรัสกับพวกเขาว่า “มารดาของเราและพวกพี่น้องของเราเป็นคนเหล่านี้ซึ่งฟังพระวจนะของพระเจ้าและกระทำตามพระวจนะนั้น”

8:21 And he answered and said unto them, My mother and my brethren are these which hear the word of God, and do it.

พระเยซูทรงสั่งให้พายุสงบลง (มธ 8:23-27; มก 4:36-41)
8:22 บัดนี้ต่อมาวันหนึ่ง พระองค์เสด็จลงเรือกับพวกสาวกของพระองค์ และพระองค์ตรัสแก่พวกเขาว่า “ให้พวกเราข้ามทะเลสาบไปฝั่งฟากข้างโน้นเถิด” และพวกเขาก็ออกเรือไป

Jesus Calms the Storm (Matt. 8:23-27; Mark 4:36-41)
8:22 Now it came to pass on a certain day, that he went into a ship with his disciples: and he said unto them, Let us go over unto the other side of the lake. And they launched forth.

8:23 แต่ขณะที่พวกเขากำลังแล่นไปพระองค์ก็บรรทมหลับ และมีลมพายุใหญ่ลงมาบนทะเลสาบ และพวกเขามีน้ำอยู่เต็มเรือ และตกอยู่ในอันตราย

8:23 But as they sailed he fell asleep: and there came down a storm of wind on the lake; and they were filled with water, and were in jeopardy.

8:24 และพวกเขามาหาพระองค์ และปลุกพระองค์ โดยทูลว่า “อาจารย์เจ้าข้า อาจารย์เจ้าข้า พวกเรากำลังจะพินาศอยู่แล้ว” แล้วพระองค์ทรงลุกขึ้น และห้ามลมและความเดือดดาลของน้ำนั้น และพวกมันก็หยุด และมีความสงบเงียบ

8:24 And they came to him, and awoke him, saying, Master, master, we perish. Then he arose, and rebuked the wind and the raging of the water: and they ceased, and there was a calm.

8:25 และพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ความเชื่อของพวกท่านอยู่ที่ไหน” และพวกเขา เพราะกลัวก็ประหลาดใจ โดยกล่าวซึ่งกันและกันว่า “ท่านผู้นี้เป็นคนลักษณะใดกันหนอ ด้วยว่าท่านสั่งแม้แต่ลมทั้งหลายและน้ำ และพวกมันก็เชื่อฟังท่าน”

8:25 And he said unto them, Where is your faith? And they being afraid wondered, saying one to another, What manner of man is this! for he commandeth even the winds and water, and they obey him.

คนคลั่งเพราะถูกผีเข้าสิงในเมืองกาดารา (มธ 8:28-34; มก 5:1-17)
8:26 และพวกเขาแล่นมาถึงแผ่นดินของชาวกาดารา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับแคว้นกาลิลี

The Maniac of Gadara (Matt. 8:28-34; Mark 5:1-17)
8:26 And they arrived at the country of the Gadarenes, which is over against Galilee.

8:27 และเมื่อพระองค์เสด็จขึ้นบกแล้ว มีชายคนหนึ่งจากนครนั้นออกมาพบพระองค์ ผู้ซึ่งมีพวกผีเข้าสิงอยู่นานแล้ว และมิได้สวมเสื้อผ้า และมิได้อาศัยอยู่ในบ้านใด ๆ แต่ในบรรดาอุโมงค์ฝังศพ

8:27 And when he went forth to land, there met him out of the city a certain man, which had devils long time, and ware no clothes, neither abode in any house, but in the tombs.

8:28 เมื่อเขาเห็นพระเยซูแล้ว เขาก็ร้องออกมา และกราบลงตรงพระพักตร์พระองค์ และร้องด้วยเสียงดังว่า “ข้าเกี่ยวข้องอะไรกับพระองค์เล่า ข้าแต่พระเยซู พระองค์ผู้ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าสูงสุด ข้าอ้อนวอนพระองค์ ขออย่าทรมานข้าเลย”

8:28 When he saw Jesus, he cried out, and fell down before him, and with a loud voice said, What have I to do with thee, Jesus, thou Son of God most high? I beseech thee, torment me not.

8:29 (เพราะพระองค์ได้ทรงสั่งผีโสโครกตนนั้นให้ออกมาจากตัวชายคนนั้น ด้วยว่าผีนั้นได้เข้าสิงอยู่ในตัวเขาบ่อย ๆ และเขาถูกมัดไว้ด้วยโซ่หลายเส้นและด้วยพวกโซ่ตรวน และเขาได้หักบรรดาเครื่องพันธนาการนั้นเสีย และถูกขับเข้าไปในถิ่นทุรกันดารโดยผีนั้น)

8:29 (For he had commanded the unclean spirit to come out of the man. For oftentimes it had caught him: and he was kept bound with chains and in fetters; and he brake the bands, and was driven of the devil into the wilderness.)

8:30 และพระเยซูทรงถามมัน โดยตรัสว่า “เจ้าชื่ออะไร” และมันกล่าวว่า “ชื่อกอง” ด้วยว่าผีหลายตนได้เข้าสิงอยู่ในตัวเขา

8:30 And Jesus asked him, saying, What is thy name? And he said, Legion: because many devils were entered into him.

8:31 และพวกมันอ้อนวอนพระองค์ขอร้องไม่ให้พระองค์สั่งพวกมันออกไปอยู่ในนรกขุมลึก

8:31 And they besought him that he would not command them to go out into the deep.

8:32 และที่นั่นมีสุกรฝูงใหญ่กำลังหากินอยู่บนภูเขาลูกนั้น และผีเหล่านั้นก็อ้อนวอนพระองค์ว่าพระองค์จะทรงอนุญาตให้พวกมันเข้าสิงอยู่ในฝูงสุกร และพระองค์ก็ประทานการอนุญาตแก่พวกมัน

8:32 And there was there an herd of many swine feeding on the mountain: and they besought him that he would suffer them to enter into them. And he suffered them.

8:33 แล้วผีเหล่านั้นจึงออกมาจากคนนั้น และเข้าสิงอยู่ในสุกรฝูงนั้น และสุกรทั้งฝูงนั้นก็วิ่งอย่างรุนแรงจากหน้าผาชันลงไปในทะเลสาบ และสำลักน้ำตาย

8:33 Then went the devils out of the man, and entered into the swine: and the herd ran violently down a steep place into the lake, and were choked.

8:34 เมื่อคนเหล่านั้นที่เลี้ยงฝูงสุกรนั้นเห็นว่าอะไรเกิดขึ้น พวกเขาก็หนีไป และไปและเล่าเรื่องนั้นในนครและในบ้านนอก

8:34 When they that fed them saw what was done, they fled, and went and told it in the city and in the country.

8:35 และคนทั้งหลายก็ออกมาเพื่อดูว่าอะไรเกิดขึ้นนั้น และมาถึงพระเยซู และพบชายคนนั้น ผู้ซึ่งพวกผีได้ออกไปแล้ว กำลังนั่งอยู่ใกล้พระบาทของพระเยซู นุ่งห่มเสื้อผ้า และมีสติอารมณ์ดี และพวกเขาก็กลัว

8:35 Then they went out to see what was done; and came to Jesus, and found the man, out of whom the devils were departed, sitting at the feet of Jesus, clothed, and in his right mind: and they were afraid.

8:36 คนเหล่านั้นซึ่งได้เห็นสิ่งนั้นด้วย ได้เล่าให้พวกเขาฟังว่าคนที่เคยถูกพวกผีเข้าสิงอยู่นั้นได้รับการรักษาให้หายอย่างไร

8:36 They also which saw it told them by what means he that was possessed of the devils was healed.

8:37 และประชาชนทั้งหมดของแผ่นดินของชาวกาดาราโดยรอบอ้อนวอนพระองค์ให้เสด็จไปเสียจากพวกเขา เพราะว่าพวกเขากลัวยิ่งนัก และพระองค์จึงเสด็จขึ้นไปในเรือ และกลับไปอีก

8:37 Then the whole multitude of the country of the Gadarenes round about besought him to depart from them; for they were taken with great fear: and he went up into the ship, and returned back again.

8:38 บัดนี้ชายคนที่พวกผีได้ออกไปแล้วได้อ้อนวอนพระองค์ ขอให้เขาได้อยู่กับพระองค์ แต่พระเยซูทรงส่งเขาออกไป โดยตรัสว่า

8:38 Now the man out of whom the devils were departed besought him that he might be with him: but Jesus sent him away, saying,

8:39 “จงกลับไปบ้านของท่าน และแจ้งถึงบรรดาสิ่งอันยิ่งใหญ่ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำแก่ท่าน” และคนนั้นก็ไปตามทางของเขา และประกาศตลอดทั่วทั้งนครถึงบรรดาสิ่งอันยิ่งใหญ่ที่พระเยซูได้ทรงกระทำแก่เขา

8:39 Return to thine own house, and shew how great things God hath done unto thee. And he went his way, and published throughout the whole city how great things Jesus had done unto him.

หญิงผู้ถูกต้องขอบฉลองพระองค์ได้รับการรักษาให้หาย บุตรสาวของไยรัสเป็นขึ้นมา (มธ 9:18-26; มก 5:22-43)
8:40 และต่อมาเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาแล้ว ประชาชนก็ต้อนรับพระองค์ด้วยความยินดี เพราะพวกเขาทุกคนกำลังคอยท่าพระองค์อยู่

Afflicted Woman Healed by Touching Christ's Garment; Jairus' Daughter Raised (Matt. 9:18-26; Mark 5:22-43)
8:40 And it came to pass, that, when Jesus was returned, the people gladly received him: for they were all waiting for him.

8:41 และดูเถิด มีชายคนหนึ่งมาชื่อไยรัส และเขาเป็นนายธรรมศาลา และเขากราบลงที่พระบาทของพระเยซู และอ้อนวอนพระองค์ให้พระองค์เสด็จเข้ามาในบ้านของเขา

8:41 And, behold, there came a man named Jairus, and he was a ruler of the synagogue: and he fell down at Jesus' feet, and besought him that he would come into his house:

8:42 ด้วยว่าเขามีบุตรสาวคนเดียวเท่านั้น อายุประมาณสิบสองปี และบุตรสาวนั้นนอนอยู่เกือบจะตาย แต่ขณะที่พระองค์เสด็จไปนั้น ประชาชนก็เบียดเสียดพระองค์

8:42 For he had one only daughter, about twelve years of age, and she lay a dying. But as he went the people thronged him.

8:43 และผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกเลือดมาสิบสองปีแล้ว ผู้ซึ่งได้เสียทรัพย์ทั้งหมดที่นางมีอยู่นั้นเป็นค่าหมอหลายคน และไม่สามารถได้รับการรักษาให้หายโดยผู้ใดเลย

8:43 And a woman having an issue of blood twelve years, which had spent all her living upon physicians, neither could be healed of any,

8:44 มาข้างหลังพระองค์ และแตะต้องขอบฉลองพระองค์ของพระองค์ และในทันใดนั้นการไหลแห่งเลือดของนางก็หยุด

8:44 Came behind him, and touched the border of his garment: and immediately her issue of blood stanched.

8:45 และพระเยซูตรัสว่า “ใครได้ถูกต้องเรา” เมื่อทุกคนปฏิเสธแล้ว เปโตรกับคนเหล่านั้นที่อยู่กับพระองค์ ทูลว่า “อาจารย์เจ้าข้า ประชาชนเบียดเสียดและดันพระองค์ และพระองค์ตรัสหรือว่า ‘ใครได้ถูกต้องเรา’”

8:45 And Jesus said, Who touched me? When all denied, Peter and they that were with him said, Master, the multitude throng thee and press thee, and sayest thou, Who touched me?

8:46 และพระเยซูตรัสว่า “ใครบางคนได้ถูกต้องเรา เพราะเรารับรู้ว่าฤทธิ์ซ่านได้ออกจากตัวเรา”

8:46 And Jesus said, Somebody hath touched me: for I perceive that virtue is gone out of me.

8:47 และเมื่อผู้หญิงนั้นเห็นว่านางจะซ่อนตัวไว้ไม่ได้แล้ว นางก็มาตัวสั่น และกราบลงตรงพระพักตร์พระองค์ นางทูลพระองค์ต่อหน้าประชาชนทุกคนว่า นางได้ถูกต้องพระองค์เพราะเหตุอะไร และนางได้หายเป็นปกติทันทีอย่างไร

8:47 And when the woman saw that she was not hid, she came trembling, and falling down before him, she declared unto him before all the people for what cause she had touched him, and how she was healed immediately.

8:48 และพระองค์ตรัสแก่นางว่า “ลูกสาวเอ๋ย จงได้รับการปลอบประโลมใจอันดีเถิด ความเชื่อของเจ้าทำให้เจ้าหายเป็นปกติแล้ว จงไปเป็นสุขเถิด”

8:48 And he said unto her, Daughter, be of good comfort: thy faith hath made thee whole; go in peace.

8:49 ขณะที่พระองค์ยังตรัสอยู่ มีคนหนึ่งมาจากบ้านของนายธรรมศาลา โดยกล่าวแก่เขาว่า “ลูกสาวของท่านตายเสียแล้ว อย่ารบกวนอาจารย์เลย”

8:49 While he yet spake, there cometh one from the ruler of the synagogue's house, saying to him, Thy daughter is dead; trouble not the Master.

8:50 แต่เมื่อพระเยซูทรงได้ยินสิ่งนั้น พระองค์ทรงตอบเขา โดยตรัสว่า “อย่ากลัวเลย จงเชื่อเท่านั้น และลูกสาวจะถูกทำให้เป็นปกติ”

8:50 But when Jesus heard it, he answered him, saying, Fear not: believe only, and she shall be made whole.

8:51 และเมื่อพระองค์เสด็จเข้ามาในบ้าน พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ผู้ใดเข้าไป เว้นแต่เปโตร และยากอบ และยอห์น และบิดากับมารดาของเด็กหญิงนั้น

8:51 And when he came into the house, he suffered no man to go in, save Peter, and James, and John, and the father and the mother of the maiden.

8:52 และพวกเขาทุกคนร้องไห้และร่ำไรเพราะเด็กหญิงนั้น แต่พระองค์ตรัสว่า “อย่าร้องไห้เลย เด็กหญิงนั้นไม่ตาย แต่นอนหลับอยู่”

8:52 And all wept, and bewailed her: but he said, Weep not; she is not dead, but sleepeth.

8:53 และพวกเขาก็หัวเราะเยาะเย้ยพระองค์ โดยทราบว่าเด็กหญิงนั้นตายแล้ว

8:53 And they laughed him to scorn, knowing that she was dead.

8:54 และพระองค์ทรงขับพวกเขาทุกคนออกไป และทรงจับมือเด็กหญิงนั้น และทรงร้องเรียก โดยตรัสว่า “เด็กหญิงเอ๋ย จงลุกขึ้นเถิด”

8:54 And he put them all out, and took her by the hand, and called, saying, Maid, arise.

8:55 และจิตวิญญาณของเธอก็กลับเข้ามาอีก และเธอก็ลุกขึ้นทันที และพระองค์ตรัสสั่งให้นำอาหารมาให้เธอกิน

8:55 And her spirit came again, and she arose straightway: and he commanded to give her meat.

8:56 และบิดามารดาของเด็กหญิงนั้นก็ตกตะลึง แต่พระองค์ทรงกำชับพวกเขาว่า พวกเขาไม่ควรบอกผู้ใดถึงสิ่งที่ได้ถูกกระทำ

8:56 And her parents were astonished: but he charged them that they should tell no man what was done.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope