กลับหน้าแรก / Main Menu

 

ลูกา 16 / Luke 16

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21] [22] [23] [24]

คำอุปมาเกี่ยวกับคนต้นเรือนอธรรม
16:1 และพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ด้วยว่า “มีเศรษฐีคนหนึ่ง ซึ่งมีคนต้นเรือน และคนต้นเรือนนั้นถูกฟ้องต่อเศรษฐีนั้นว่า เขาได้ผลาญทรัพย์สมบัติทั้งหลายของท่านเสีย

The Parable of the Unjust Steward
16:1 And he said also unto his disciples, There was a certain rich man, which had a steward; and the same was accused unto him that he had wasted his goods.

16:2 และเศรษฐีจึงเรียกคนต้นเรือนนั้นมา และกล่าวแก่เขาว่า ‘เรื่องราวที่เราได้ยินเกี่ยวกับเจ้านั้นเป็นอย่างไร จงส่งบัญชีหน้าที่ต้นเรือนของเจ้า เพราะว่าเจ้าจะเป็นคนต้นเรือนต่อไปไม่ได้’

16:2 And he called him, and said unto him, How is it that I hear this of thee? give an account of thy stewardship; for thou mayest be no longer steward.

16:3 แล้วคนต้นเรือนนั้นกล่าวภายในตัวเองว่า ‘เราจะทำอะไรดี เพราะนายของเราจะถอดเราเสียจากหน้าที่ต้นเรือน เราขุดดินไม่เป็น จะขอทานเราก็รู้สึกละอายใจ

16:3 Then the steward said within himself, What shall I do? for my lord taketh away from me the stewardship: I cannot dig; to beg I am ashamed.

16:4 เราตัดสินใจแล้วว่าจะทำอะไรดี เพื่อเมื่อเราถูกถอดจากหน้าที่ต้นเรือนแล้ว พวกเขาจะรับเราไว้ในบ้านทั้งหลายของพวกเขา’

16:4 I am resolved what to do, that, when I am put out of the stewardship, they may receive me into their houses.

16:5 ดังนั้นเขาจึงเรียกลูกหนี้ของนายทุกคนมาหาเขา และกล่าวแก่คนแรกว่า ‘ท่านเป็นหนี้นายของข้าพเจ้าเท่าไหร่’

16:5 So he called every one of his lord's debtors unto him, and said unto the first, How much owest thou unto my lord?

16:6 และเขากล่าวว่า ‘เป็นหนี้น้ำมันหนึ่งร้อยถัง’ และคนต้นเรือนจึงกล่าวแก่เขาว่า ‘เอาบัญชีของท่านไป และนั่งลงเร็ว ๆ และแก้เป็นห้าสิบถัง’

16:6 And he said, An hundred measures of oil. And he said unto him, Take thy bill, and sit down quickly, and write fifty.

16:7 แล้วเขากล่าวแก่อีกคนหนึ่งว่า ‘และท่านเป็นหนี้เท่าไหร่’ และเขากล่าวว่า ‘เป็นหนี้ข้าวสาลีหนึ่งร้อยกระสอบ’ และคนต้นเรือนจึงกล่าวแก่เขาว่า ‘จงเอาบัญชีของท่านไป และแก้เป็นแปดสิบ’

16:7 Then said he to another, And how much owest thou? And he said, An hundred measures of wheat. And he said unto him, Take thy bill, and write fourscore.

16:8 และเศรษฐีก็ชมคนต้นเรือนอธรรมนั้น เพราะเขาได้กระทำโดยความเฉลียวฉลาด ด้วยว่าลูกทั้งหลายแห่งโลกนี้ ในชั่วอายุของพวกเขา ก็เฉลียวฉลาดกว่าลูกทั้งหลายแห่งความสว่าง

16:8 And the lord commended the unjust steward, because he had done wisely: for the children of this world are in their generation wiser than the children of light.

16:9 และเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า จงทำให้ตัวพวกท่านเองมีเหล่ามิตรสหายด้วยทรัพย์สมบัติแห่งการอธรรม เพื่อเมื่อพวกท่านพลาดไป เขาทั้งหลายจะได้ต้อนรับพวกท่านไว้ในที่อยู่อาศัยอันถาวรเป็นนิตย์

16:9 And I say unto you, Make to yourselves friends of the mammon of unrighteousness; that, when ye fail, they may receive you into everlasting habitations.

16:10 คนที่สัตย์ซื่อในสิ่งซึ่งน้อยที่สุด ก็สัตย์ซื่อในสิ่งของมากด้วย และคนที่อธรรมในสิ่งซึ่งน้อยที่สุด ก็อธรรมในสิ่งของมากเช่นกัน

16:10 He that is faithful in that which is least is faithful also in much: and he that is unjust in the least is unjust also in much.

16:11 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายไม่สัตย์ซื่อในทรัพย์สมบัติอธรรม ผู้ใดจะมอบทรัพย์สมบัติที่แท้จริงไว้ในการดูแลของพวกท่านเล่า

16:11 If therefore ye have not been faithful in the unrighteous mammon, who will commit to your trust the true riches?

16:12 และถ้าท่านทั้งหลายมิได้สัตย์ซื่อในสิ่งของซึ่งเป็นของคนอื่น ผู้ใดจะมอบสิ่งของซึ่งเป็นของพวกท่านเองให้แก่พวกท่านเล่า

16:12 And if ye have not been faithful in that which is another man's, who shall give you that which is your own?

16:13 ไม่มีผู้รับใช้คนใดสามารถปรนนิบัตินายสองนายได้ เพราะว่าเขาจะเกลียดชังนายข้างหนึ่ง และจะรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือมิฉะนั้นเขาจะยึดถือนายฝ่ายหนึ่ง และจะเหยียดหยามนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านทั้งหลายปรนนิบัติพระเจ้าและเงินทองพร้อมกันไม่ได้”

16:13 No servant can serve two masters: for either he will hate the one, and love the other; or else he will hold to the one, and despise the other. Ye cannot serve God and mammon.

พวกฟาริสีหัวเราะเยาะเย้ยคำสั่งสอนของพระเยซู
16:14 และพวกฟาริสีด้วย ผู้ซึ่งเป็นคนโลภ ได้ยินสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น และพวกเขาก็หัวเราะเยาะเย้ยพระองค์

Pharisees Deride Jesus' Teachings
16:14 And the Pharisees also, who were covetous, heard all these things: and they derided him.

16:15 และพระองค์ตรัสแก่พวกเขาว่า “เจ้าทั้งหลายเป็นคนเหล่านั้นซึ่งอ้างตัวว่าชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงทราบใจของเจ้าทั้งหลาย ด้วยว่าซึ่งเป็นที่นับถือมากในท่ามกลางมนุษย์ ก็เป็นที่สะอิดสะเอียนในสายพระเนตรของพระเจ้า

16:15 And he said unto them, Ye are they which justify yourselves before men; but God knoweth your hearts: for that which is highly esteemed among men is abomination in the sight of God.

16:16 พระราชบัญญัติและพวกศาสดาพยากรณ์มีอยู่จนถึงยอห์น ตั้งแต่เวลานั้นมาอาณาจักรของพระเจ้าก็ถูกประกาศ และทุกคนก็ชิงกันเข้าไปในอาณาจักรนั้น

16:16 The law and the prophets were until John: since that time the kingdom of God is preached, and every man presseth into it.

16:17 และฟ้าสวรรค์กับแผ่นดินโลกจะล่วงไป ก็ง่ายกว่าที่จุดหนึ่งของพระราชบัญญัติจะขาดตกไป

16:17 And it is easier for heaven and earth to pass, than one tittle of the law to fail.

พระบัญญัติใหม่เกี่ยวกับการหย่าร้าง (มธ 5:31-32; 19:5-11; มก 10:2-12; 1 คร 7:10-15)
16:18 ผู้ใดก็ตามที่หย่าภรรยาของตน และไปแต่งงานกับอีกคนหนึ่ง ก็ทำผิดประเวณี และผู้ใดก็ตามที่แต่งงานกับหญิงที่ถูกหย่าจากสามีของนางแล้ว ก็ทำผิดประเวณี

New Rule on Divorce (Matt. 5:31-32; 19:5-11; Mark 10:2-12; 1 Cor. 7:10-15)
16:18 Whosoever putteth away his wife, and marrieth another, committeth adultery: and whosoever marrieth her that is put away from her husband committeth adultery.

เศรษฐีและลาซารัส
16:19 มีเศรษฐีคนหนึ่ง ซึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อละเอียด และรับประทานอาหารอย่างหรูหราทุกวัน ๆ

The Rich Man and Lazarus
16:19 There was a certain rich man, which was clothed in purple and fine linen, and fared sumptuously every day:

16:20 และมีคนขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส ซึ่งถูกวางอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐีคนนั้น ทั้งตัวเต็มไปด้วยแผล

16:20 And there was a certain beggar named Lazarus, which was laid at his gate, full of sores,

16:21 และปรารถนาที่จะถูกเลี้ยงด้วยเศษอาหารทั้งหลายซึ่งตกจากโต๊ะของเศรษฐีนั้น ยิ่งกว่านั้นพวกสุนัขก็มาและเลียแผลทั้งหลายของเขา

16:21 And desiring to be fed with the crumbs which fell from the rich man's table: moreover the dogs came and licked his sores.

16:22 และต่อมา คนขอทานนั้นเสียชีวิต และถูกอุ้มไปโดยเหล่าทูตสวรรค์เข้าไปที่อกของอับราฮัม เศรษฐีคนนั้นก็เสียชีวิตด้วย และถูกฝังไว้

16:22 And it came to pass, that the beggar died, and was carried by the angels into Abraham's bosom: the rich man also died, and was buried;

16:23 และในนรกเศรษฐีคนนั้นจึงแหงนตาของตนขึ้น โดยเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก และเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน

16:23 And in hell he lift up his eyes, being in torments, and seeth Abraham afar off, and Lazarus in his bosom.

16:24 และเศรษฐีจึงร้อง และกล่าวว่า ‘อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเมตตาข้าพเจ้าเถิด และส่งลาซารัสมาเพื่อเขาจะเอาปลายนิ้วของเขาจุ่มในน้ำ และแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น ด้วยว่าข้าพเจ้าทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้’

16:24 And he cried and said, Father Abraham, have mercy on me, and send Lazarus, that he may dip the tip of his finger in water, and cool my tongue; for I am tormented in this flame.

16:25 แต่อับราฮัมกล่าวว่า ‘ลูกเอ๋ย จงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ได้รับของดีทั้งหลายสำหรับตัว และเช่นกันลาซารัสได้บรรดาของชั่วร้าย แต่บัดนี้เขาถูกปลอบประโลม และเจ้าก็ถูกทรมาน

16:25 But Abraham said, Son, remember that thou in thy lifetime receivedst thy good things, and likewise Lazarus evil things: but now he is comforted, and thou art tormented.

16:26 และนอกจากบรรดาสิ่งเหล่านี้ ระหว่างพวกเรากับพวกเจ้ามีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าคนเหล่านั้นซึ่งปรารถนาจะข้ามไปจากที่นี่ถึงพวกเจ้าก็ทำไม่ได้ และพวกเจ้าไม่สามารถข้ามมาถึงพวกเรา ที่ปรารถนาจะมาจากที่นั่น’

16:26 And beside all this, between us and you there is a great gulf fixed: so that they which would pass from hence to you cannot; neither can they pass to us, that would come from thence.

16:27 แล้วเศรษฐีนั้นจึงกล่าวว่า ‘เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าขอร้องท่าน บิดาเจ้าข้า ขอท่านส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า

16:27 Then he said, I pray thee therefore, father, that thou wouldest send him to my father's house:

16:28 เพราะว่าข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน เพื่อลาซารัสจะเป็นพยานแก่พวกเขา เกรงว่าพวกเขาจะมาถึงสถานที่แห่งการทรมานนี้ด้วย’

16:28 For I have five brethren; that he may testify unto them, lest they also come into this place of torment.

16:29 อับราฮัมกล่าวแก่เขาว่า ‘พวกเขามีโมเสสและพวกศาสดาพยากรณ์นั้นแล้ว ให้พวกเขาฟังคนเหล่านั้นเถิด’

16:29 Abraham saith unto him, They have Moses and the prophets; let them hear them.

16:30 และเศรษฐีนั้นจึงกล่าวว่า ‘มิได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้าคนหนึ่งไปหาพวกเขาจากความตาย พวกเขาจะกลับใจเสียใหม่’

16:30 And he said, Nay, father Abraham: but if one went unto them from the dead, they will repent.

16:31 และอับราฮัมกล่าวแก่เขาว่า ‘ถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสสและพวกศาสดาพยากรณ์ พวกเขาก็จะไม่ยอมถูกชักจูงเหมือนกัน ถึงแม้ว่าคนหนึ่งเป็นขึ้นมาจากความตาย’”

16:31 And he said unto him, If they hear not Moses and the prophets, neither will they be persuaded, though one rose from the dead.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope