กลับหน้าแรก / Main Menu

 

ยอห์น 3 / John 3

[1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] [13] [14] [15] [16] [17] [18] [19] [20] [21]

นิโคเดมัสกับการบังเกิดใหม่
3:1 มีชายคนหนึ่งในพวกฟาริสีชื่อ นิโคเดมัส เป็นขุนนางของพวกยิว

Nicodemus; the New Birth
3:1 There was a man of the Pharisees, named Nicodemus, a ruler of the Jews:

3:2 ชายคนเดียวกันนี้ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืน และทูลพระองค์ว่า “รับบี พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นอาจารย์ที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีผู้ใดสามารถกระทำการอัศจรรย์เหล่านี้ที่ท่านกระทำนั้นได้ ยกเว้นพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเขาด้วย”

3:2 The same came to Jesus by night, and said unto him, Rabbi, we know that thou art a teacher come from God: for no man can do these miracles that thou doest, except God be with him.

3:3 พระเยซูทรงตอบและตรัสแก่เขาว่า “แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านว่า ยกเว้นผู้หนึ่งผู้ใดได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นไม่สามารถเห็นอาณาจักรของพระเจ้าได้”

3:3 Jesus answered and said unto him, Verily, verily, I say unto thee, Except a man be born again, he cannot see the kingdom of God.

3:4 นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า “ผู้หนึ่งผู้ใดจะบังเกิดใหม่ได้อย่างไรเมื่อเขาเป็นคนชราแล้ว ผู้นั้นจะเข้าไปในครรภ์มารดาของตนครั้งที่สองและบังเกิดได้หรือ”

3:4 Nicodemus saith unto him, How can a man be born when he is old? can he enter the second time into his mother's womb, and be born?

3:5 พระเยซูตรัสตอบว่า “แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านว่า ยกเว้นผู้หนึ่งผู้ใดได้บังเกิดจากน้ำและจากพระวิญญาณ ผู้นั้นไม่สามารถเข้าในอาณาจักรของพระเจ้าได้

3:5 Jesus answered, Verily, verily, I say unto thee, Except a man be born of water and of the Spirit, he cannot enter into the kingdom of God.

3:6 สิ่งซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และสิ่งซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นจิตวิญญาณ

3:6 That which is born of the flesh is flesh; and that which is born of the Spirit is spirit.

3:7 อย่าประหลาดใจที่เรากล่าวแก่ท่านว่า ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่

3:7 Marvel not that I said unto thee, Ye must be born again.

3:8 ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น และท่านได้ยินเสียงลมนั้น แต่ท่านไม่สามารถบอกได้ว่าลมมาจากไหนและลมไปที่ไหน คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นอย่างนั้นทุกคน”

3:8 The wind bloweth where it listeth, and thou hearest the sound thereof, but canst not tell whence it cometh, and whither it goeth: so is every one that is born of the Spirit.

3:9 นิโคเดมัสตอบและทูลพระองค์ว่า “สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปอย่างไรได้”

3:9 Nicodemus answered and said unto him, How can these things be?

3:10 พระเยซูทรงตอบและตรัสกับเขาว่า “ท่านเป็นอาจารย์ของคนอิสราเอล และยังไม่ทราบสิ่งเหล่านี้หรือ

3:10 Jesus answered and said unto him, Art thou a master of Israel, and knowest not these things?

3:11 แท้จริงแล้วเรากล่าวแก่ท่านว่า พวกเราพูดสิ่งที่พวกเราทราบ และเป็นพยานถึงสิ่งที่พวกเราได้เห็นแล้ว และพวกท่านไม่ยอมรับคำพยานของพวกเรา

3:11 Verily, verily, I say unto thee, We speak that we do know, and testify that we have seen; and ye receive not our witness.

3:12 ถ้าเราบอกพวกท่านถึงสิ่งต่าง ๆ ฝ่ายโลกแล้ว และพวกท่านไม่เชื่อ พวกท่านจะเชื่อได้อย่างไร ถ้าเราบอกพวกท่านถึงสิ่งต่าง ๆ ฝ่ายสวรรค์

3:12 If I have told you earthly things, and ye believe not, how shall ye believe, if I tell you of heavenly things?

3:13 และไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์ นอกจากท่านที่ได้ลงมาจากสวรรค์ คือบุตรมนุษย์ ผู้ซึ่งทรงสถิตในสวรรค์นั้น

3:13 And no man hath ascended up to heaven, but he that came down from heaven, even the Son of man which is in heaven.

3:14 และโมเสสได้ยกรูปงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น

3:14 And as Moses lifted up the serpent in the wilderness, even so must the Son of man be lifted up:

3:15 เพื่อผู้ใดก็ตามที่เชื่อในพระองค์จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

3:15 That whosoever believeth in him should not perish, but have eternal life.

3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกยิ่งนัก จนพระองค์ได้ประทานพระบุตรที่บังเกิดมาองค์เดียวของพระองค์ เพื่อผู้ใดก็ตามที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

3:16 For God so loved the world, that he gave his only begotten Son, that whosoever believeth in him should not perish, but have everlasting life.

3:17 เพราะว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกเพื่อจะปรับโทษโลก แต่เพื่อที่โลกจะรอดได้โดยทางพระบุตรนั้น

3:17 For God sent not his Son into the world to condemn the world; but that the world through him might be saved.

3:18 ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกปรับโทษ แต่ผู้ที่ไม่เชื่อก็ถูกปรับโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้เชื่อในพระนามแห่งพระบุตรที่บังเกิดมาองค์เดียวของพระเจ้า

3:18 He that believeth on him is not condemned: but he that believeth not is condemned already, because he hath not believed in the name of the only begotten Son of God.

3:19 และนี่คือการปรับโทษนั้น คือว่าความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว และมนุษย์ได้รักความมืดแทนที่จะรักความสว่าง เพราะการกระทำทั้งหลายของพวกเขาชั่วร้าย

3:19 And this is the condemnation, that light is come into the world, and men loved darkness rather than light, because their deeds were evil.

3:20 เพราะทุกคนที่กระทำความชั่วร้ายก็เกลียดชังความสว่างนั้น และไม่มาถึงความสว่างนั้น เกรงว่าการกระทำทั้งหลายของตนจะถูกตำหนิ

3:20 For every one that doeth evil hateth the light, neither cometh to the light, lest his deeds should be reproved.

3:21 แต่ผู้ที่กระทำความจริงก็มาสู่ความสว่างนั้น เพื่อการกระทำทั้งหลายของตนจะปรากฏว่า การกระทำเหล่านั้นถูกกระทำในพระเจ้า”

3:21 But he that doeth truth cometh to the light, that his deeds may be made manifest, that they are wrought in God.

คำพยานสุดท้ายของยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา
3:22 หลังจากสิ่งเหล่านี้ พระเยซูกับพวกสาวกของพระองค์ก็เข้ามาในแผ่นดินแห่งยูเดีย และพระองค์ประทับอยู่ที่นั่นกับพวกเขา และให้บัพติศมา

The Last Witness of John the Baptist
3:22 After these things came Jesus and his disciples into the land of Judaea; and there he tarried with them, and baptized.

3:23 และยอห์นก็กำลังให้บัพติศมาอยู่ในอายโนนใกล้หมู่บ้านสาลิมเหมือนกัน เพราะมีน้ำมากที่นั่น และคนทั้งหลายก็มา และได้รับบัพติศมา

3:23 And John also was baptizing in Aenon near to Salim, because there was much water there: and they came, and were baptized.

3:24 เพราะยอห์นยังไม่ถูกขังไว้ในคุก

3:24 For John was not yet cast into prison.

3:25 แล้วเกิดคำถามขึ้นมาระหว่างสาวกบางคนของยอห์นกับพวกยิวเรื่องการชำระ

3:25 Then there arose a question between some of John's disciples and the Jews about purifying.

3:26 และพวกเขามาหายอห์น และกล่าวแก่เขาว่า “รับบี ท่านที่เคยอยู่กับอาจารย์ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น ผู้ที่อาจารย์เป็นพยานถึงนั้น ดูเถิด ท่านผู้นั้นเองให้บัพติศมา และทุกคนก็มาหาท่าน”

3:26 And they came unto John, and said unto him, Rabbi, he that was with thee beyond Jordan, to whom thou barest witness, behold, the same baptizeth, and all men come to him.

3:27 ยอห์นตอบและกล่าวว่า “มนุษย์จะรับสิ่งใดไม่ได้ นอกจากสิ่งนั้นถูกประทานแก่เขาจากสวรรค์

3:27 John answered and said, A man can receive nothing, except it be given him from heaven.

3:28 ท่านทั้งหลายเองก็ได้เป็นพยานของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าได้กล่าวว่า ข้าพเจ้ามิได้เป็นพระคริสต์ แต่ข้าพเจ้าได้ถูกส่งมานำหน้าพระองค์

3:28 Ye yourselves bear me witness, that I said, I am not the Christ, but that I am sent before him.

3:29 ผู้ที่มีเจ้าสาวนั้นคือเจ้าบ่าว แต่สหายของเจ้าบ่าว ซึ่งยืนและฟังเจ้าบ่าว ก็ปีติยินดีอย่างยิ่งเพราะได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว ฉะนั้นความปีติยินดีของข้าพเจ้าจึงเต็มเปี่ยมแล้ว

3:29 He that hath the bride is the bridegroom: but the friend of the bridegroom, which standeth and heareth him, rejoiceth greatly because of the bridegroom's voice: this my joy therefore is fulfilled.

3:30 พระองค์จะต้องยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าจะต้องด้อยลง”

3:30 He must increase, but I must decrease.

ชีวิตนิรันดร์สำหรับผู้ที่เชื่อ
3:31 พระองค์ผู้เสด็จมาจากเบื้องบนทรงเป็นใหญ่เหนือสิ่งสารพัด ผู้ที่มาจากโลกก็เป็นฝ่ายโลกและกล่าวตามอย่างโลก พระองค์ผู้เสด็จมาจากสวรรค์ทรงเป็นใหญ่เหนือสิ่งสารพัด

Everlasting Life to Believers
3:31 He that cometh from above is above all: he that is of the earth is earthly, and speaketh of the earth: he that cometh from heaven is above all.

3:32 และสิ่งใดที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นและได้ยิน พระองค์ก็ทรงเป็นพยานถึงสิ่งนั้น และไม่มีผู้ใดยอมรับคำพยานของพระองค์

3:32 And what he hath seen and heard, that he testifieth; and no man receiveth his testimony.

3:33 ผู้ที่ได้ยอมรับคำพยานของพระองค์ก็ประทับตราของตนเองลงแล้วว่า พระเจ้าทรงสัตย์จริง

3:33 He that hath received his testimony hath set to his seal that God is true.

3:34 เพราะพระองค์ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงส่งมาแล้วนั้น ทรงกล่าวพระวจนะทั้งหลายของพระเจ้า เพราะพระเจ้าไม่ประทานพระวิญญาณอย่างจำกัดแก่พระองค์

3:34 For he whom God hath sent speaketh the words of God: for God giveth not the Spirit by measure unto him.

3:35 พระบิดาทรงรักพระบุตร และได้ทรงมอบสิ่งสารพัดไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว

3:35 The Father loveth the Son, and hath given all things into his hand.

3:36 ผู้ที่เชื่อในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ และผู้ที่ไม่เชื่อในพระบุตรก็จะไม่เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่บนเขา

3:36 He that believeth on the Son hath everlasting life: and he that believeth not the Son shall not see life; but the wrath of God abideth on him.

 

พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับคิงเจมส์ / Thai Bible King James Version

© 2003 Philip Pope